บทนำ (INTRODUCTION)
1.1 วัตถุประสงค์และขอบเขต // อาหารเสริม
1.1.1 วัตถุประสงค์
การศึกษาสภาพธรณีวิทยาในสนามของรายวิชา 664364 การฝึกภาคสนาม 2
(field work II) ซึ่งบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรี สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่
3 ขึ้นไป ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี คณะเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นการรวบรวมผลการศึกษาและ ผลการสำรวจทางธรณีวิทยาของพื้นที่ศึกษา
คือ ระวาง บ้านสูบ 5344 II ตำแหน่งพิกัด
1943000N ถึง 1948000N
และ 792000E ถึง 817000E ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด
125 ตารางกิโลเมตร ..อาหารเสริม
วัตถุประสงค์ในการปฏิบัติการภาคสนาม ดังนี้ ::อาหารเสริม
1) เพื่อความอดทนและการทำงานร่วมกับผู้อื่น || อาหารเสริม
2) เพื่อเป็นการนำความรู้ที่เรียนมาใช้จริงและสามารถนำมาแก้ปัญหาได้
3) เพื่อศึกษาสภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่ที่ศึกษา
ตลอดจนหน่วยหินทั้งหมด การกระจายตัวของ หน่วยหิน การลำดับชั้นหิน
ซากดึกดำบรรพ์และโครงสร้างทางธรณีวิทยาของพื้นที่ที่ศึกษา
4) เพื่อจัดทำแผนที่ธรณีวิทยาและรายงานทางธรณีวิทยา
มาตราส่วน 1:50,000
5) เพื่อฝึกทักษะต่างๆที่สำคัญสำหรับการเป็นนักธรณีวิทยา
1.1.2 ขอบเขตการศึกษา
1) แปลภาพถ่ายทางอากาศของพื้นที่ที่ศึกษาเพื่อดูสภาพธรณีวิทยาอย่างคร่าวๆ
2) สำรวจข้อมูลอย่างละเอียดและเก็บข้อมูลทางธรณีวิทยาในสนาม
3) วิเคราะห์และประมวลผลความสัมพันธ์ของหน่วยหินและชนิดหินทั้งหมด
ทั้งในสนามและภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อจัดทำแผนที่และรายงานทางธรณีวิทยา
1.2 วิธีการและระยะเวลาในการปฏิบัติการ รวมถึงผู้ปฏิบัติงาน
ปัญหาอุปสรรค
การออกภาคสนามเพื่อจัดทำแผนที่ทางธรณีวิทยาในครั้งนี้ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงาน
3 ขั้นตอนใหญ่ๆ ดังนี้
1.2.1 งานก่อนออกสนาม
ศึกษาพื้นที่การศึกษา
และวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจทางธรณีวิทยาโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ของพื้นที่ระวางบ้านสูบ
หมายเลขแผนที่ 5344
II จังหวัดเลย มาตราส่วน 1:50,000
ชุด L เพื่อจัดทำแผนที่ธรณีวิทยาเบื้องต้นก่อนการออกภาคสนามจริง
เพื่อเป็นการสำรวจพื้นที่ที่จะศึกษาในเบื้องต้นจากภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งจะทำให้เราทราบข้อมูลของพื้นที่ในเบื้องต้น
เช่น ลักษณะภูมิประเทศ สภาพพืชพรรณ เส้นทางการคมนาคม รวมถึงทราบขอบเขตของหินได้
จากแปลความจากทางน้ำ และเปรียบกับแผนที่ธรณีวิทยา
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมาก ทำให้เราได้มีการเตรียมพร้อมที่ดี
และสามารถนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ตามขั้นตอนทางธรณีวิทยาต่อไปได้
จากการแปลภาพถ่ายทางอากาศสามารถแบ่งหน่วยหิน
ในพื้นที่ศึกษา ได้ดังนี้
หินตะกอน
หน่วยหิน A
ทางน้ำเป็นแบบคล้ายกิ่งไม้
ทางน้ำมีความหนาแน่นปานกลาง และมีลักษณะลึก เป็นรูปตัววี มีพืชพรรณขึ้นหนาแน่น
ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ภาพถ่ายทางอากาศจะให้โทนสีเทาอ่อน
เนื้อภาพจะแสดงผิวด้าน พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขา หินมีความคงทนปานกลาง
มีโครงสร้างแบบประทุนคว่ำ ให้หน่วยหิน A เป็นหินเชิร์ต เทียบเคียงได้กับหมวดหินปากชม
มีลักษณะเป็นหินเชิร์ตสลับหินทัฟฟ์ หินปูนเลนส์ และมีชั้นของหินดินดานบ้าง
อยู่ในยุคดีโวเนียน คิดเป็นร้อยละ 4.8 ของพื้นที่
หน่วยหิน B
ทางน้ำเป็นแบบกิ่งไม้
ทางน้ำมีความหนาแน่นสูง และมีลักษณะลึก เป็นรูปตัววี มีพืชพรรณขึ้นหนาแน่น
ภาพถ่ายทางอากาศจะให้โทนสีเทาเข้ม เนื้อภาพจะแสดงผิวด้าน มีลักษณะเป็นแถบ
พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูง หินมีความคงทนต่ำ จัดให้หน่วยหิน B เป็นหินทราย
หินทรายแป้ง และหินดินดาน เทียบเคียงได้กับหมวดหินหนองดอกบัว
เป็นหินทรายเนื้อควอตซ์ หินดินดานเนื้อทรายแป้ง หินปูนเลนส์ และหินกรวดมน
อยู่ในยุคคาร์บอนิเฟอรัส คิดเป็นร้อยละ 37.2 ของพื้นที่
หน่วยหิน C
ทางน้ำเป็นแบบกิ่งไม้
และแบบเถาองุ่น ทางน้ำมีความหนาแน่นน้อย และมีลักษณะร่องตื้น เป็นรูปตัววี มีพืชพรรณขึ้นหนาแน่น
ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ภาพถ่ายทางอากาศจะให้โทนสีเทาเข้ม
เนื้อภาพจะแสดงผิวด้าน พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขา หินมีความคงทนสูง จัดให้หน่วยหิน
Cเป็นหินดินดาน และหินทรายแป้ง เทียบเคียงได้กับหมวดหินวังสะพุง
เป็นหินดินดาน หินทรายแป้ง มีชั้นบางของหินปูนสลับ อยู่ในยุคคาร์บอนิเฟอรัส
คิดเป็นร้อยละ 19.2 ของพื้นที่
หน่วยหิน D
ทางน้ำเป็นแบบหลายแอ่ง
ทั้งต่อเนื่องกันและไม่ต่อเนื่องกัน ทางน้ำมีความหนาแน่นปานกลาง
เป็นร่องน้ำลึกรูปตัววี มีพืชพรรณขึ้นเป็นหย่อม ภาพถ่ายทางอากาศจะให้โทนสีเทาเข้ม
เนื้อภาพจะแสดงผิวขรุขระ พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขารกร้าง
หินมีความคงทนต่ำแสดงลักษณะภูมิประเทศแบบ Karts ที่ถูกกัดกร่อนจนหินมีลักษณะขรุขระมาก
จัดให้หน่วยหิน D เป็นหินดินดาน และหินทรายปูน เทียบเคียงได้กับหมวดหินน้ำมโหฬาร
กลุ่มหินสระบุรีหินปูน สีเทา สีเทาขาว ชั้นหินชัดเจน ชั้นบางถึงหนา
มีซากดึกดำบรรพ์พวกคตข้าวสาร ปะการัง ฟองน้ำ สาหร่ายและพลับพลึงทะเล
อยู่ในยุคไทรแอสสิก คิดเป็นร้อยละ 18.8 ของพื้นที่
หน่วยหิน F
ทางน้ำเป็นแบบแม่น้ำประสานสาย
ทางน้ำมีความหนาแน่นน้อยมาก เป็นร่องน้ำตื้นเป็นรูปตัวยู มีพืชพรรณขึ้นเล็กน้อย
ภาพถ่ายทางอากาศจะให้โทนสีอ่อน เนื้อภาพจะแสดงผิวเลือนลาง
พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะพื้นที่ทำการเกษตร หินมีความคงทนต่ำ
แสดงลักษณะภูมิประเทศที่ราบจัดให้หน่วยหิน F เป็นตะกอนน้ำพา เทียบเคียงได้เป็นตะกอนน้ำพาพวกทราย
ทรายแป้ง ดินเหนียว และกรวดเม็ดละเอียด อยู่ในยุคควอเทอร์นารีคิดเป็นร้อยละ 16
ของพื้นที่
หินอัคนี
หน่วยหิน E
ทางน้ำเป็นแบบกิ่งไม้
ทางน้ำมีความหนาแน่นปานกลางและมีลักษณะร่องค่อนข้างลึก เป็นรูปตัววี มีพืชพรรณขึ้นหนาแน่น
ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ภาพถ่ายทางอากาศจะให้โทนสีเทา
เนื้อภาพจะแสดงผิวด้าน พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขา
และเป็นที่ราบลูปฟูกหินมีความคงทนสูง จัดให้หน่วยหิน E เป็นหินอัคนี เทียบเคียงได้เป็นหินอัคนี
พวกหินไบโอไทต์แกรนิต หินทัวร์มาลีนแกรนิต หินแกรโนไดออไรต์ หินไบโอไทต์-มัสโคไวต์แกรนิต หินมัสโคไวต์-ทัวร์มาลีนแกรนิตหินไบโอไทต์-ทัวร์มาลีนแกรนิต อยู่ในยุคไทรแอสสิก คิดเป็นร้อยละ 4 ของพื้นที่
รูปที่ 1.1 แสดงแผนที่ธรณีวิทยาของพื้นที่ศึกษา บริเวณอำเภอเมือง และอำเภอนาด้วง
จังหวัดเลย ตำแหน่งพิกัด 1943000N ถึง 1948000N และ 792000E ถึง 817000E ระวาง บ้านสูบ หมายเลขแผนที่ 5344
II
1.3
ผลงานที่ทำมาแล้ว
จากรายงานธรณีวิทยาโดยย่อของระวางจังหวัดเลย
โดยนายอดุลย์ เจริญประวัติ, นายธนิศร์ วงศ์วานิช , นายวรวุฒิ
ตันติวนิช กล่าวว่า บริเวณจังหวัดเลยมีหินในมหายุคพาลีโอโซอิก
โผล่ปรากฏให้เห็นได้ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ถูกล้อมรอบด้วยหมวดหินโคราชในทางตะวันออก
ตะวันตกและทิศใต้
หินมหายุคพาลีโอโซอิกเป็นแนวยาวต่อขึ้นไปทางเหนือในประเทศลาว
อายุของหินที่แก่ที่สุดในบริเวณนี้ อาจจะอยู่ในช่วงยุคไซลูเรียน
(?) – ยุคดีโวเนียน โดยหินส่วนใหญ่เป็น หินเชิร์ตที่มีลักษณะคดโค้ง,
หินดินดาน, หินดินดานเนื้อชนวน, เศษตะกอนภูเขาไฟที่มีลักษณะเนื้อแอนดิไซต์และไรโอไลต์,
และหินปูร ซึ่งมีหินที่ทราบอายุแน่นอนและแบ่งออกได้ คือ
ตั้งแต่ยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนต้น ขึ้นมาเพราะได้พบซากดึกดำบรรพ์มากมาย ทั้งพวก ปะการัง ,หอยตะเกียง,ไทรโลไบท์, แอมโมไนต์ และ ฟิวซูลินิด ในยุคคาร์บอนิเฟอรัสหินส่วนใหญ่ในตอนล่างประกอบด้วยหินดินดานสีดำ,
เศษหินเนื้อคลายหินไรโอไลต์, หินควอร์ตไซต์,หินเชิร์ต , หินปูน,
ทั้งชั้น บางและหนา และมี หินกรวดมนเป็นแห่งๆ
ส่วนตอนบนเป็นหินดินดาน สีน้ำตาลและสีเทาน้ำตาล หินดินดานเนื้อทราย, หินทราย และ หินปูนเลนซ์ สีเทา
ในยุคเพอร์เมียนตอนต้นถึงตอนกลางส่วนใหญ่เป็นพวกหินปูนที่พบซากดึกดำบรรพ์,
หินดินดาน, หินดินดานเนื้อทรายมีพวกก้อนหินเชิร์ตและหินเชิร์ตที่มีลักษณะคดโค้งสลับบ้าง
ส่วนในยุคเพอร์เมียนตอนปลายเป็นพวกหินทรายที่แสดงลักษณะเหมือนหินทรายแป้งและ หินดินดานเนื้อทราย มีรากพืชโบราณมากมาย ไม่พบพวกหินแคลเซียมคาร์บอเนตที่เป็นชั้นสลับอีก
ไม่พบรอยชั้นไม่ต่อเนื่องในหินมหายุคพาลีโอโซอิก แต่หินที่เป็นตัวแปรในหินปรากฏตลอดทั้งในยุคคาร์บอนิเฟอรัสและยุดเพอร์เมียน
เช่น พบหินปูนเลนซ์ และแนวประการัง เป็นแห่งๆ หินคดโค้งและรอยเลื่อน
ส่วนใหญ่ อยู่ในแนวเหนือ-ใต้
กิจกรรมหินอัคนีพบตั้งแต่ยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนต้นถึงตอนกลางซึ่ง
พบในรูป synsediment แบบหินชั้นในรูปของเศษหินเนื้อคล้ายไรโอไลต์ ถัดขึ้นมาเป็นหินแกรโนไดโอไรท์
ในยุคเพอร์เมียนตอนปลายถึงยุคไทรแอสซิก โผล่เป็นห้องหินอัคนีมวลไพศาลครั้งล่าสุดคือ
หินอัคนีพุลักษณะแอดดีไซต์ และ หินไรโอไลต์ ในหินอัคนีพุที่มีลักษณะไหลวางตัวอยู่บน
หินกรวดมนฐานของชุดหินโคราช
Chonglakmani and Sattayarak (1984) จัดแบ่งหินยุคคาร์บอนิเฟอรัส
บริเวณจังหวัด
อุดรธานี
ขอนแก่น และเพชรบูรณ์ ออกเป็น 2 หน่วยหิน ได้แก่
หมวดหินดอกดู่และหมวดหินห้วยส้ม
จัดแบ่งหินยุคเพอร์เมียนตอนล่างของกลุ่มหินสระบุรี
บริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู ชัยภูมิและตะวันตกเฉียงเหนือของ-จังหวัดขอนแก่น
โดยจำแนกออกเป็น 3 หน่วยหิน คือ หมวดหินผานกเค้า
หมวดหินหัวนาคำและหมวดหินน้ำดุก
จัดแบ่งกลุ่มหินสระบุรี
ในพื้นที่จังหวัดเลยออกเป็น 3 หมวดหิน คือ หมวดหินน้ำมโหฬาร หมวดหินอีเลิศและหมวดหินผาเดื่อ
จัดตั้งหมวดหินห้วยหินลาดและพบว่าหมวดหินห้วยหินลาดมีความไม่ต่อเนื่อง
(Unconformity contact) กับหมวดหินน้ำดุก
Chonglakmani and Sattayarak
(1979)
ได้ศึกษาและสรุปว่าหมวดหินน้ำพองวางตัวไม่
ต่อเนื่องอยู่บนหมวดหินห้วยหินลาด
Ward
and Bunnag (1964) ได้จัดแบ่งลำดับชั้นหินของหมวดหินน้ำพองออกเป็น
3 ส่วน คือ ส่วนล่างเป็นกลุ่มหินทรายแป้ง หินทรายและหินโคลน
สีน้ำตาลแกมแดงมีความคงทนต่อการผุพังทำลายน้อย
Sattayarak ( 1991) ใช้หลักฐานจาก seismic profiles พบว่าหมวดหินภูกระดึงวางตัวไม่ต่อเนื่องกับหมวดหินน้ำพอง
นายไชยกาล
ไชยรังสี ,นายสมศักดิ์ มาทรัพย์เจริญ ,นายนิกร นครศรี ได้ให้ข้อมูลไว้ดังนี้
การสำรวจธรณีวิทยา ระวางบ้านสูบ ได้พบชั้นหินที่สามารถกำหนดอายุแน่นอนลงไปได้ คือ
หินอายุ Devonian
ซึ่งแต่เดิมให้อายุไว้ช่วงยาวคือ Devonian – Carboniferous หินชนิดนี้ประกอบด้วย chert , shale , tuffaceous sandstone และ limestone lens ได้พบ fossil พวก coral อายุ middle Devonian มากมายในหินปูน นอกนั้นก็เป็นหินมหายุค upper Paleozoic คือหินยุค lower-middle carboniferous พบ fossil
btachipod ใกล้ๆบ้านสูบ บริเวณฝายน้ำล้น รวมทั้ง briozoa ,
triobite ประกอบด้วยหิน conglomerate,
silicified mudstone , tuffaceous sandstone และ limestone
lens
หินยุค middle Devonian และ lower middle carboniferous ต่างกัน โดยหิน lower
middle carboniferous รองรับด้วยหินยุค lower Permian หินยุค middle – upper carboniferous ประกอบด้วย shale
, sandstone , siltstone และ limestone lens ส่วนหินยุค
lower Permian ประกอบด้วย reef limestone , limestone
, sandstone , shale , chert และ conglomerate sandstone และพบ crinoids ใน chert
ส่วน Igneous rocks พบหิน volcanic พวก basaltic andesite ซึ่งให้อายุ upper Devonian – Lower Carboniferous และหิน
plutonic พวก granite และ granodiorite
ซึ่ง granodiorite พบว่ามีความสัมพันธ์กับแหล่งทองคำ
ภูมิศาสตร์
(GEOGRAPHY)
2.1
สภาพและลักษณะทางภูมิศาสตร์ทั่วไป
สงัด พันธุ์โอภาส ,2531 กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดเลยคลุมส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคายและอุดรธานี
ระหว่างเส้นรุ้งที่ 17 15 ถึง 18
15 และเส้นรุ้งที่ 101 30 ถึง 102 15 เป็นส่วนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบสูงโคราชซึ่งเป็นบริเวณที่ต่อเนื่องมาจากประเทศลาว
บริเวณหลวงพระบางสองข้าง แม่น้ำโขง ผ่านบริเวณจังหวัดเลย มาทางจังหวัดเพชรบูรณ์
ตามขอบที่ราบสูงโคราชตามลำดับ
บริเวณโดยทั่วไปมักจะถือว่าเป็นเขตต่อเนื่องจากทิวเขาเพชรบูรณ์
ซึ่งอยู่รอบที่ราบสูงโคราช
และเป็นส่วนทางตะวันออกของที่ราบลุ่มภาคกลางพื้นที่ที่อธิบายเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่คลุมด้วยระยะทางน้ำของแม่น้ำเลย
ซึ่งไหลผ่านจังหวัดเลยลงแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงคาน ขายอาหารเสริม
แนวเขาส่วนใหญ่อยู่ในแนวเกือบเหนือ-ใต้ ซึ่งขนานกับแนวโครงสร้างของหิน และทางน้ำเล็กอื่นๆที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง
มีแนวเกือบขนานกับแม่น้ำเลย แกนแนวเขาที่แยกคลุมน้ำเลย
ออกจากลุ่มน้ำทางตะวันออกจะอยู่ที่ประมาณเส้นแวงที่ 102 องศาตะวันออก
คือบริเวณใกล้กับอำเภอปากชม แนวเขาที่แบ่งเขตจังหวัดเลย และอุดรธานีออกจากกันด้วย
ในทางธรณีวิทยาแนวเขานี้มีหินที่มีอายุมากที่สุดในบริเวณพื้นที่จังหวัดเลย
และเป็นแนวโครงสร้างธรณีวิทยาที่สำคัญ ขายอาหารเสริม
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของจังหวัดเลยเป็นภูเขาสูง
พื้นที่ลูกคลื่นลอนตื้นและลอนลึก รวมกันประมาณ 80 %
และมีพื้นที่ราบเพียงเล็กน้อยประมาณ 20 % ของพื้นที่ทั้งหมดโดยมีตัวเมืองอยู่ตรงกลางลักษณะคล้ายก้นกระทะสามารถแบ่งลักษณะภูมิประเทศออกเป็น
3 เขตด้วยกัน คือ
เขตภูเขาสูง บริเวณทางด้านทิศตะวันตก ได้แก่ บริเวณอำเภอนาแห้ว อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย อำเภอท่าลี่ การคมนาคมในบริเวณนี้ไม่ค่อยสะดวกมี พื้นที่ทำการเพาะปลูกน้อยและมีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง ขายอาหารเสริม
เขตภูเขาสูง บริเวณทางด้านทิศตะวันตก ได้แก่ บริเวณอำเภอนาแห้ว อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย อำเภอท่าลี่ การคมนาคมในบริเวณนี้ไม่ค่อยสะดวกมี พื้นที่ทำการเพาะปลูกน้อยและมีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง ขายอาหารเสริม
เขตที่ราบเชิงเขา อยู่บริเวณทางด้านทิศใต้และทิศตะวันออก
ได้แก่ อำเภอภูกระดึง อำเภอภูหลวง อำเภอผาขาว อำเภอนาด้วง และอำเภอปากชม เป็นเขตที่ไม่ ค่อยมีภูเขาสูงมากนัก
มีที่ราบเชิงเขาพอที่จะทำการเพาะปลูกได้บ้างมี ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นปานกลาง
เขตที่ราบลุ่ม
อยู่บริเวณแม่น้ำเลย
และลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ บริเวณอำเภอเมืองเลย อำเภอเชียงคาน อำเภอวังสะพุง
เป็นเขตที่ทำการเพาะปลูกได้ดี มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากกว่าเขตอื่น ๆจังหวัดเลย อุดมไปด้วยป่าไม้และภูเขาที่สลับซับซ้อนเป็นจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำ
ธารหลายสาย แต่เป็นแม่น้ำขนาดเล็กและสั้นเป็นส่วนมาก เช่นแม่น้ำเลย
ลำน้ำหมาน ลำน้ำฮวย ลำน้ำลาย ลำน้ำปวน ลำน้ำสวย
ลำน้ำหมาน ลำน้ำพุง ลำน้ำสัก (ต้นกำเนิดของแม่น้ำป่าสัก) เป็นต้น (มุมการจัดการความรู้ศูนย์วิจัยข้าวชุมเเพ, http://cpa.brrd.in.th/km/)
2.2
ภูมิอากาศ
สภาพภูมิอากาศในพื้นที่จังหวัดเลยแบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน
ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน ฤดูฝน แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม เป็นฝนเนื่องมาจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ช่วงหลังเริ่มตั้งแต่ เดือนสิงหาคม ถึงปลายเดือนตุลาคม
จะเป็นฝนเนื่องมาจากพายุดีเปรสชั่นในทะเลจีนใต้ ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ขายอาหารเสริม
อุณหภูมิ
อุณหภูมิทั้งปีของจังหวัดเลย
มีสภาพอากาศหนาวเย็นช่วงต้นปี อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคม 22.94 ± 0.27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุด 15.32 ±0.25 องศาเซลเซียส
ซึ่งเป็นอุณหภูมิต่ำสุด จากนั้นเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยเริ่มขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ
(24.93 ± 0.45 องศาเซลเซียส) จนถึง เดือนเมษายน (29.32
± 0.27 องศาเซลเซียส) ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน
อุณหภูมิในตอนกลางวันสูงสุด เดือนมีนาคมและเมษายนที่ 34.89 ± 0.49 และ 35.75 ± 0.52 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
จากนั้นอุณหภูมิลดลงในฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ในช่วง
26 – 28 องศาเซลเซียส จากนั้นลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว
อุณหภูมิลดต่ำลงช่วงปลายปี ในเดือนธันวาคมมีอุณหภูมิต่ำสุด 15.70 ± 0.57 องศาเซลเซียส เฉลี่ย (22.37 ± 0.44 องศาเซลเซียส
ปริมาณน้ำฝน
ปริมาณน้ำฝน
ทั้งปีประมาณ 1283.85 มิลลิเมตร (ค่าเฉลี่ย 10 ปี
2542-2551) เนื่องจากฤดูฝนของจังหวัดเลยแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม เป็นฝนจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ทำให้ช่วงแรกเดือนพฤษภาคมมีฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝน (202.08 ± 19.34 มิลลิเมตร) แล้วลดลงในเดือนกรกฏาคม (122.10 ± 23.18 มิลลิเมตร)
ซึ่งมีฝนทิ้งช่วง จากนั้นหลังเดือนสิงหาคมถึงปลายเดือนตุลาคม
จะเป็นฝนเนื่องมาจากพายุดีเปรสชั่นในทะเลจีนใต้ ทำให้มีปริมาณน้ำฝนตกสูงสุดของปีในเดือนกันยายน
(275.35 ± 39.92 มิลลิเมตร) จากนั้นปริมาณน้ำฝนจะลดลงเมื่อสิ้นสุดฤดูในปลายเดือนตุลาคม
และปริมาณน้ำฝนตกน้อยสุดคือเดือนมกราคม (4.00 ± 2.42 มิลลิเมตร)
(มุมการจัดการความรู้ศูนย์วิจัยข้าวชุมเเพ, http://cpa.brrd.in.th/km/)
รูปที่ 2.1 กราฟแสดงอุณหภูมิในแต่ละเดือนของจังหวัดเลย
ประกอบด้วย อุณหภูมิสูงสุด (T max)อุณหภูมิเฉลี่ย (T
mean) และอุณหภูมิต่ำสุด
(Tmin) (ค่าเฉลี่ย 10 ปี 2542-2551,
แหล่งข้อมูล:
กรมอุตุนิยมวิทยา)
รูปที่ 2.2 กราฟแสดงปริมาณน้ำฝนในแต่ละเดือน (ค่าเฉลี่ย 10 ปี 2542-2551,
แหล่งข้อมูล: กรมอุตุนิยมวิทยา)
2.3 การคมนาคมและสื่อสาร
การคมนาคม
โดยรถยนต์
เส้นทางที่ 1: จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ผ่านตัวเมืองสระบุรี ตรงเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือ ถึงตัวเมืองเลยใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง
เส้นทางที่ 2: จากสระบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 มิตรภาพ ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ แล้วใช้เส้นทางหมายเลข 201 เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอภูกระดึง อำเภอวังสะพุง ถึงตัวเมืองเลยได้เช่นเดียวกัน
เส้นทางที่ 1: จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ผ่านตัวเมืองสระบุรี ตรงเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือ ถึงตัวเมืองเลยใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง
เส้นทางที่ 2: จากสระบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 มิตรภาพ ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ แล้วใช้เส้นทางหมายเลข 201 เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอภูกระดึง อำเภอวังสะพุง ถึงตัวเมืองเลยได้เช่นเดียวกัน
เส้นทางการศึกษา
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
4026
(บ้านท่าข้าม – บ้านท่าวังแคน)
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
2249
(บ้านนาน้ำมัน - -บ้านวังแคน – บ้านหนองดอกบัว)
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
3117
(บ้านใหม่สันติธรรม – บ้านห้วยตาด – บ้านโคกหินใต้)
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
4058
(บ้านห้วยตาด – บ้านโพนสว่าง)
การสื่อสาร
จำนวนหมายเลขทั้งหมด
17,407 เลขหมาย
(รวม บริษัท TT&T)
จำนวนชุมสายมี
15 ชุมสาย จำนวนหมู่บ้านที่ไม่มีโทรศัพท์ จำนวน 621 หมู่บ้าน 49 ตำบล มีโทรศัพท์ จำนวน 274 หมู่บ้าน จำนวน 40 ตำบล
2.4 การใช้ประโยชน์ที่ดิน
สภาพดินในพื้นที่จังหวัดเลยพบว่ามีดินอยู่
27 กลุ่มชุดดิน มีเนื้อที่ประมาณ 6,096,778 ไร่ หรือร้อยละ 85.384 ของเนื้อที่ทั้งหมด
และเป็นหน่วยเบ็ดเตล็ด 7 หน่วย มีเนื้อที่ประมาณ 1,043,605
ไร่ หรือร้อยละ 14.616 ของเนื้อที่ทั้งหมด ดินในจังหวัดเลยมีศักยภาพสูงในการเพาะปลูกพืชไร่
ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่ ลาดเชิงเขา แต่เป็นเขตที่มีอัตราการชะล้างของหน้าดินค่อนข้างสูง
และจังหวัดเลยเป็นจังหวัดเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ไม่มีปัญหาดินเค็ม
และสภาพของดินในเขตจังหวัดเลยแบ่งกลุ่มดินเป็น 4 กลุ่ม
ดังนี้
1.
กลุ่มดินไร่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 50 ของพื้นที่จังหวัด
2.
กลุ่มดินนา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 5 ของพื้นที่จังหวัด
3.
กลุ่มดินคละ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 5 ของพื้นที่จังหวัด
4.
พื้นที่ภูเขาและที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่จังหวัด
พื้นที่ภูเขาสูงหรือที่ลาดชันเชิงซ้อน
มีความลาดชันมากกว่า 35 % ซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกพืช
ควรสงวนไว้เป็นป่าไม้ต้นน้ำลำธารมีเนื้อที่ประมาณ 2,973,117 ไร่
หรือ 41.638 % ของเนื้อที่ทั้งหมด
บริเวณพื้นที่ราบถึงค่อนข้างราบ
มีความลาดชัน 0-2 % เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว มีเนื้อที่ประมาณ 200,705
ไร่ หรือ 2.811 % ของเนื้อที่ทั้งหมด
บริเวณพื้นที่ดอนที่มีความลาดชัน 2-12
% และเหมาะสมสำหรับปลูกพืชไร่และไม้ผลมีเนื้อที่ประมาณ 115,979
ไร่ หรือ 1.624 % ของเนื้อที่ทั้งหมด
พื้นที่สำหรับใช้ปลูกไม้ยืนต้นที่มีความลาดชัน
12-35 % มีเนื้อที่ประมาณ 158,942 ไร่ หรือ 2.226 % ของเนื้อที่ทั้งหมด
พื้นที่แหล่งน้ำที่เป็นหนองและบึง
มีเนื้อที่ประมาณ 391,177 ไร่ หรือ 0.549 % ของเนื้อที่ทั้งหมด ส่วนบริเวณที่อยู่อาศัย สถานที่ราชการ มีเนื้อที่ประมาณ
127,011 ไร่ หรือ 1.779 % ของเนื้อที่ทั้งหมด
รูปที่ 2.3 แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร (ก)
แผนที่การเกษตรบริเวณอำเภอเมืองเลย
(ข) คำอธิบายแผนที่การเกษตรบริเวณอำเภอเมืองเลย
2.5 ประชากรและอาชีพ
ตารางที่ 2.1 แสดงจำนวนประชากรในพื้นที่ที่ทำการศึกษา
จังหวัด/อำเภอ/ตำบล
|
ชาย
|
หญิง
|
รวม
|
จำนวนบ้าน
|
จังหวัดเลย
|
315,502
|
308,564
|
624,066
|
187,584
|
อำเภอเมืองเลย
|
29,694
|
28,436
|
58,130
|
19,283
|
ตำบลเมือง
|
5,871
|
6,095
|
11,966
|
5,258
|
ตำบลกกดู่
|
3,572
|
3,271
|
6,843
|
2,055
|
ตำบลน้ำหมาน
|
1,915
|
1,876
|
3,791
|
1,227
|
ตำบลเสี้ยว
|
1,800
|
1,702
|
3,502
|
1,003
|
ตำบลน้ำสวย
|
4,475
|
4,192
|
8,667
|
2,310
|
ตำบลชัยพฤกษ์
|
3,236
|
3,323
|
6,559
|
2,060
|
ตำบลนาแขม
|
3,435
|
3,309
|
6,744
|
1,986
|
ตำบลศรีสองรัก
|
4,075
|
3,343
|
7,418
|
2,757
|
ตำบลกกทอง
|
1,315
|
1,325
|
2,640
|
627
|
อำเภอนาด้วง
|
4,583
|
4,426
|
9,009
|
2,707
|
ตำบลนาด้วง
|
1,216
|
1,177
|
2,393
|
911
|
ตำบลท่าสะอาด
|
1,871
|
1,834
|
3,705
|
1,029
|
ตำบลท่าสวรรค์
|
1,496
|
1,415
|
2,911
|
767
|
ที่มา: รายงานสถิติจำนวนประชากร และบ้าน รายจังหวัด รายอำเภอ และรายตำบล ณ เดือน
ธันวาคม พ.ศ. 2553,
ประชากรในจังหวัดเลยประกอบอาชีพที่สำคัญ คือ การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่ การพาณิชยกรรมและการบริการ โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผลผลิตทางด้านเกษตรกรรม เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าสู่จังหวัดเลยมากที่สุด (สัมฤทธิ์ สุภามา,สภาพทั่วไปของจังหวัดเลย)
ธรณีสัณฐานวิทยา
(GEOMORPHOLOGY)
3.1
ลักษณะแผ่นดิน (Landform)
1) ลักษณะภูมิประเทศแบบภูเขาสูง (Mountainous) มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูง
เป็นเทือกยาววางตัวในแนวเกือบเหนือใต้ พบบริเวณทิศตะวันออกของพื้นที่ บริเวณภูถนน
2) ลักษณะภูมิประเทศแบบที่ราบลูกฟูก (Rolling-undulation) มีลักษณะเป็นเนินเขาสลับกันซ้อนกันหลายๆ
ลูก และมีร่องน้ำลึก พบบริเวณทิศตะวันตกของพื้นที่ บริเวณบ้านหนองดอกบัว
บ้านวังแคน ครอบคลุมพี้นที่ 30 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 24 % ของพื้นที่
3) ลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์สลับกับพื้นที่ราบ (Karst
terrain) เป็นลักษณะเทือกเขาหินปูนยอดแหลมสูงชัน ซึ่งถูกกักกร่อนจากน้ำฝน
จึงมักจะแสดงลักษณะเป็นหน้าผาสูง ถ้ำ โพรง และหลุมหยุบ วางตัวในแนวเกือบเหนือใต้
กระจายตัวบริเวณกลางของพื้นที่การศึกษา และทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่การศึกษา
ได้แก่ ผาเดิ่น ภูผากลางดง ภูผายา ผาดำ ภูผาดำ และ ผาธา ครอบคลุมพี้นที่ 12 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น
9.6 % ของพื้นที่ ความสูงเฉลี่ย
500-800 เมตร
4) ลักษณะภูมิประเทศแบบที่ราบลุ่ม พบลักษณะเป็นเนิน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมตะกอนส่วนใหญ่มีขนาดโคลน
(mud size) พบทางน้ำกระจายตัวอยู่ทั่วไปบริเวณตอนกลางของพื้นที่
บริเวณทิศตะวันออกบ้านวังแคน บ้านหนองดอกบัว บ้านนาน้ำมัน ครอบคลุมพี้นที่ 12 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น
9.6 % ของพื้นที่
5) ลักษณะภูมิประเทศแบบที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง
ตะกอนในบริเวณนั้นเกิดจากทางน้ำในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตร
แม่น้ำเลยที่มีการไหลจากทิศใต้ขึ้นไปทิศเหนือและมีการไหลโค้งตวัด มีกระจายตัวในบริเวณทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่การศึกษา
บริเวณแม่น้ำเลย
รูปที่
3.1 แสดงลักษณะภูมิประเทศแบบภูเขาสูง จุด A คือ บริเวณภูถนน พิกัด 144435 ระวางบ้านสูบ
หมายเลขแผนที่ 5344 II
รูปที่
3.2 แสดงลักษณะภูมิประเทศแบบที่ราบลูกฟูก
บริเวณทิศตะวันตกของพื้นที่ศึกษา ระวางบ้านสูบ
หมายเลขแผนที่ 5344 II
หมายเลขแผนที่ 5344 II
รูปที่
3.3 แสดงลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์สลับกับพื้นที่ราบ ตอนกลางของพื้นที่ศึกษา
บริเวณผาเดิ่น
พิกัด 023453 ระวางบ้านสูบ หมายเลขแผนที่ 5344 II
พิกัด 023453 ระวางบ้านสูบ หมายเลขแผนที่ 5344 II










No comments:
Post a Comment